รำลึกถึงท่านอาจารย์วศิน อินทสระ

ผมมีโอกาสได้เรียนกับท่านอาจารย์วศิน อินทสระ ในวิชาพระสุตตันตปิฎก ซึ่งเป็นสาขาที่ท่านเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง ความรู้และความสามารถของท่านสร้างความประทับใจให้ผมอย่างลึกซึ้ง จนแม้กาลเวลาจะผ่านไปหลายสิบปี ความทรงจำถึงท่านก็ยังแจ่มชัดเสมอ นอกเหนือไปจากบทเรียนในตำรา ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ผมเคยได้รับฟังจากท่าน ซึ่งยังคงติดอยู่ในใจมาจนถึงวันนี้ ขอถือโอกาสเรียบเรียงไว้เพื่อรำลึกถึงท่านด้วยความเคารพอย่างสูง

1. บทกวีที่งดงามและกินใจ

ครั้งหนึ่งท่านอาจารย์ได้กล่าวบทกวีบทหนึ่งให้ฟัง ซึ่งผมจำได้จนถึงทุกวันนี้ แม้ไม่ทราบแน่ชัดว่าท่านเป็นผู้ประพันธ์เองหรือหยิบยกมาจากที่ใด แต่บทกวีนี้ได้กลายเป็นเหมือนร่องรอยความงามของถ้อยคำที่ท่านฝากไว้ในใจศิษย์

“จิตกรใช้อารมณ์ผสมสี ส่วนกวีใช้อารมณ์ผสมฝัน ศิลปินในมือถือพู่กัน กวีนั้นในมือถือปากกา”

ผมได้ฟังบทกวีนี้จากท่านเมื่อราว 50 ปีก่อน ยังจำได้ไม่ลืม

2. ความหมายของ “ชายสามโบสถ์”

ท่านอาจารย์เคยอธิบายคำว่า “ชายสามโบสถ์” ไว้อย่างน่าสนใจ ท่านบอกว่าไม่ได้หมายถึงการบวชถึงสามครั้ง แต่หมายถึงชายที่เกี่ยวข้องกับศาสนสถานสามแห่ง คือ โบสถ์พุทธ โบสถ์คริสต์ และโบสถ์อิสลาม (หรือมัสยิด) เป็นทัศนะส่วนตัวของท่าน ซึ่งผู้อ่านจะเห็นด้วยหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละท่าน

3. สุบินนิมิต 16 ข้อ ของพระเจ้าปเสนทิโกศล

ประเด็นหนึ่งที่ผมจำได้ดีคือความเห็นของท่านอาจารย์เกี่ยวกับ “สุบินนิมิต 16 ข้อ” ท่านอธิบายว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นทัศนะของผู้คนในสมัยโบราณต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม มากกว่าจะเป็นความฝันของพระราชาอย่างแท้จริง ท่านยังกล่าวแบบขัน ๆ ว่า “ถ้าจะให้ผมฝัน คงฝันได้เป็นร้อยเรื่อง” เป็นอารมณ์ขันอ่อน ๆ ที่ทำให้บรรยากาศการเรียนผ่อนคลายเสมอ

4. ข้อคิดเรื่องคำว่า “สัพพัญญู”

ท่านอาจารย์ได้ให้มุมมองที่ลุ่มลึกต่อคำว่า “สัพพัญญู” โดยท่านกล่าวว่าอาจมีได้สองความหมายคือ รู้ทุกเรื่องทุกด้านจริง ๆ ทั้งโลกียะ โลกุตตระ อดีต ปัจจุบัน อนาคต แม้กระทั่งความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือ Know-how สมัยใหม่ (หากเป็นสมัยนี้อาจรวมถึง AI ด้วย) รู้ครบถ้วนทุกมิติในเรื่องเดียว นั่นคือเรื่องการออกจากทุกข์ รู้แจ้งในทางดับทุกข์อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่มีอะไรปิดกั้น (อนาวรณญาณ) หลังจากอธิบาย ท่านก็มักตั้งคำถามกับศิษย์ว่า “แล้วท่านคิดว่าแบบไหนถูก หรือทั้งสองแบบ?” เป็นวิธีสอนที่กระตุ้นให้คิดด้วยปัญญาเสมอ

5. นิยายรักสองเรื่องที่หายไป

ส่วนข้อนี้เป็นเรื่องที่ผมสังเกตเอง เมื่อดูรายชื่อนิยายของท่านอาจารย์ ผมพบว่ายังขาดไปสองเรื่องคือ “รอยช้ำในดวงใจ” และ “ศิลาใต้น้ำ” ทั้งสองเรื่องเป็นนิยายรักหวานซึ้ง ซึ่งผมเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว แต่ปัจจุบันไม่พบใครกล่าวถึง และไม่พบฉบับตีพิมพ์เลย ในใจผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ท่านอาจารย์เขียน รอยช้ำในดวงใจ จากความผิดหวังในรักหรือไม่ ส่วน ศิลาใต้น้ำ ก็สื่อถึงความเย็นชาของหัวใจ คล้ายศิลาที่เย็นอยู่แล้ว ยิ่งแช่น้ำก็ยิ่งเย็นเข้าไปอีก ถ้ามีท่านใดเคยอ่านเรื่องเหล่านี้บ้าง ก็อยากขอคำยืนยันเหมือนกัน ท้ายที่สุดนี้ ผมขอเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับท่านอาจารย์วศิน อินทสระ ด้วยความเคารพสูงสุด หากมีถ้อยคำใดไม่เหมาะสมหรืออาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนต่อเกียรติคุณของท่าน ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยความจริงใจ
(Tom Putra)